ชื่อ :   รหัสผ่าน :     จำชื่อและรหัสผ่าน สมัครสมาชิกใหม่ ลืมรหัสผ่าน
ช่วยเหลือ RSS
สมาชิกล่าสุด
วายุสิทธิ์ หวังจริยธรรม
ชื่อเล่น - วายุ
พิมลพร คำดี
ชื่อเล่น - พิมพ์
อรวรรณ บุญเพ็ง
ชื่อเล่น - สมหญิง
สมพร นิลแก้ง
ชื่อเล่น - ครูหน่อย
มู่ฮัมหมัด หมาดอี
ชื่อเล่น - อัสรี
Nutcha Phuphangoen
ชื่อเล่น - Tangmo
สุรีรัตน์ ทองอินทร์
ชื่อเล่น - อ้อม
อรัญญ์ ปัฏฐา
ชื่อเล่น - แพน
อรวรรณ แสงสว่าง
ชื่อเล่น - ขวัญ
mintra wongkad
ชื่อเล่น - matin
Blogs Article Update!!
เว็บไซต์ในเครือข่าย
แลกลิงค์
: HTML Code :
: BB Code :

ค้นหาบทความ :
บทความ
รายงานการประเมินโครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ของโรง
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2558 09:11:30

 ชื่อผลงาน รายงานการประเมินโครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน

ของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส

ชื่อผู้รายงาน นางมยุรี ใบบัว ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะรองผู้อำนวยการ

ชำนาญการพิเศษ

สถานที่ทำงาน โรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี

อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี

ปีที่เขียนรายงาน ปีการศึกษา 2556-2557

สังคมไทยเห็นพ้องร่วมกันน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อมุ่งให้เกิดภูมิคุ้มกันและมีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสมเพื่อให้การพัฒนาประเทศสู่ความสมดุลและยั่งยืนทั้งนี้ได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วน ทั้งในระดับชุมชนระดับภาคและระดับประเทศในทุกขั้นตอนของแผนฯอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องเพื่อร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนาประเทศรวมทั้งร่วมจัดทำรายละเอียดยุทธศาสตร์ของแผนฯ เพื่อมุ่งสู่ "สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรมและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง"(สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักนายกรัฐมนตรี : 2554)ซึ่งการพัฒนาด้านการปฏิรูปกาศึกษาในทศวรรษทีสอง (พ.ศ.2552-2561) มีประเด็นสำคัญคือวิสัยทัศน์ คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพโดยมีเป้าหมายคือภายในปี๒๕๖๑ มีการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดยเน้นประเด็นหลักสามประการคือ

๑. คุณภาพและมาตรฐานการศึกษาและเรียนรู้ของคนไทยโอกาสทางการศึกษาและเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียน สถานศึกษาแหล่งเรียนรู้สภาพแวดล้อม หลักสูตรและเนื้อหา พัฒนาวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพที่มีคุณค่าสามารถดึงดูดคนเก่งดีและมีใจรักมาเป็นครูคณาจารย์ได้อย่างยั่งยืนภายใต้ระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

2. เพิ่มโอกาสการศึกษาและเรียนรู้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ เพื่อให้ประชาชนทุกคน ทุกเพศทุกวัยมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

3. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนของสังคม ในการบริหารและจัดการศึกษาโดยเพิ่มบทบาทของผู้ที่อยู่ภายนอกระบบการศึกษา

โดยกรอบแนวทางการปฏิรูปการศึกษา ที่ให้มีการปฏิรูปการศึกษาและเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดย

๑. พัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ที่มีนิสัยใฝ่เรียนรู้สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองและแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

๒.พัฒนาคุณภาพครูยุคใหม่ ที่เป็นผู้เอื้ออำนวยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เป็นวิชาชีพที่มีคุณค่า สามารถดึงดูดคนเก่ง คนดี มีใจรักในวิชาชีพครูมาเป็นครู

๓. พัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาทุกระดับ/ประเภทให้สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพและพัฒนาแหล่งเรียนรู้อื่นๆสำหรับการศึกษาและเรียนรู้ทั้งในระบบโรงเรียนนอกระบบโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย

๔. พัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการใหม่ที่มุ่งเน้นการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ชุมชนภาคเอกชนและทุกภาคส่วน มีระบบการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล

เป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2553 มาตรา๒๔การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดย (๑) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล (๒) ฝึกทักษะกระบวนการคิดการจัดการการเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา (๓) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงฝึกการปฏิบัติให้ทาได้คิดเป็นทาเป็นรักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง (๔) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่างๆอย่างได้สัดส่วนสมดุลกันรวมทั้งปลูกฝังคุณธรรมค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา (๕) ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อมสื่อการเรียนและอานวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ทั้งนี้ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่างๆ (๖) จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดาผู้ปกครองและบุคคลในชุมชนทุกฝ่ายเพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพมาตรา๒๕รัฐต้องส่งเสริมการดาเนินงานและการจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบมาตรา๒๖ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียนความประพฤติการสังเกตพฤติกรรมการเรียนการร่วมกิจกรรมและการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษามาตรา๒๙ให้สถานศึกษาร่วมกับบุคคลครอบครัวชุมชนองค์กรชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอกชนองค์กรเอกชนองค์กรวิชาชีพสถาบันศาสนาสถานประกอบการและสถาบันสังคมอื่นส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนโดยจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชนเพื่อให้ชุมชนมีการจัดการศึกษาอบรมมีการแสวงหาความรู้ข้อมูลข่าวสารและรู้จักเลือกสรรภูมิปัญญาและวิทยาการต่างๆเพื่อพัฒนาชุมชนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการรวมทั้งหาวิธีการสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาระหว่างชุมชนและมาตรา๓๐ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพรวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา ดังคำกล่าวของอำรุงจันทวานิช(2539 : 3) กล่าวถึงความสำคัญของการวิจัยว่าการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาคุณภาพการจัดการสอนซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ครูทุกคนให้ความสนใจเพราะครูเป็นผู้มีหน้าที่พัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถและมีคุณสมบัติอันพึงประสงค์หากครูสามารถใช้วิจัยเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับสภาพความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียนแล้วย่อมเป็นแนวทางในการนำไปสู่ความสำเร็จของผู้เรียนในอนาคตและยังช่วยพัฒนาความรู้ความสามารถด้านวิชาชีพครูตลอดจนความก้าวหน้าในตำแหน่งทางวิชาการอีกด้วยแสดงให้เห็นว่าการวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Research)เป็นกระบวนการแสวงหาความรู้อันเป็นความจริงที่เชื่อถือได้ในเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ขอนักเรียนในบริบทของชั้นเรียนหรือการวิจัยในชั้นเรียนเป็นบทบาทของครูในการแสวงหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนโดยทำพร้อมๆกันไปกับการเรียนการสอนตามปกติด้วยกระบวนการเรียบง่ายและเชื่อถือได้เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพและการแก้ปัญหาของชั้นเรียนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน

การประเมินโครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส เพื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจ และพิจารณาหาแนวทางในการนำไปสู่การพัฒนาด้านผู้เรียน โดยประเมินทั้งระบบอาศัยรูปแบบ จำลองซิปป์โมเดล (CIPP Model) โดยการประเมินครั้งนี้ใช้การประเมิน CIPPI Model คือ การประเมินบริบท (Context ) ปัจจัยเบื้องต้น (Input ) กระบวนการ (Process )ประเมินผลผลิต (Product ) ประเมินผลกระทบ (Impact ) โดยได้สรุปผลการประเมิน อภิปรายผล และข้อเสนอแนะโดยแบ่งเป็นสาระสำคัญดังนี้

1. วัตถุประสงค์ของการประเมิน

2. วิธีดำเนินการประเมิน

3. สรุปผลการประเมิน

4. อภิปรายผลการประเมิน

5. ข้อเสนอแนะ

1. วัตถุประสงค์ของการประเมิน

การประเมินโครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส กองการศึกษาเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี ผู้ประเมินโครงการได้ตั้งวัตถุประสงค์ไว้ดังนี้

1. เพื่อประเมินบริบทของโรงเรียน ในด้านการปฏิบัติงานของโรงเรียนในการปฏิรูปการ

เรียนรู้ และ การประเมินความต้องการจำเป็นของโครงการ

2. เพื่อประเมินปัจจัยเบื้องต้นของโครงการ

3. เพื่อประเมินกระบวนการดำเนินงานของโครงการ

4. เพื่อประเมินผลผลิตของโครงการ

5. เพื่อประเมินผลกระทบ

2. วิธีดำเนินการประเมิน

การประเมินโครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของโรงเรียนเทศบาล 3วัดไชนาวาส สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี ผู้ประเมินได้ใช้วิธีการประเมินตามแนวการประเมินซิปป์โมเดล ( CIPP Model) ของสตัฟเฟิลบีม ( Stufflebeam) การประเมินโครงการแบ่งเป็น 4 ตอนคือประเมินบริบทของโรงเรียน ประเมินปัจจัยเบื้องต้นของโครงการ ประเมินกระบวนการดำเนินงานของโครงการ และประเมินผลผลิตของโครงการ

ตอนที่ 1 ประเมินบริบทของโรงเรียน

ผู้ประเมินได้ดำเนินการประเมินบริบทของโรงเรียนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของโรงเรียน ในการปฏิรูปการเรียนรู้ศึกษา และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาโรงเรียน

1. ผลการประเมินบริบทหรือสภาพแวดล้อมของโรงเรียนการประเมินการปฏิบัติงานของโรงเรียนในการปฏิรูปการเรียนรู้โดยพิจารณา ด้านความเชื่อ/ความรู้ความเข้าใจด้านกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนและผลการเรียนรู้ของผู้เรียนด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้านการวิจัยปฏิบัติการและการประกันคุณภาพด้านการบริหารโรงเรียนและด้านผลการปฏิบัติงาน

2. การประเมินความต้องการจำเป็นของโครงการ(needs assessment )ผู้ประเมินโครงการสรุปผลจากข้อมูลบริบทสภาพของโรงเรียนในด้านความเชื่อ /ความรู้ /ความเข้าใจด้านกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนและผลการเรียนด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้านการวิจัยปฏิบัติการและการประกันคุณภาพด้านการบริหารโรงเรียนด้านผลการปฏิบัติงานโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากค่าน้อยมาหาค่ามากทั้ง 6 ด้านๆละ 3 ลำดับนำผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับน้อยๆมาจัดกลุ่มกำหนดเป็นโครงการต่างๆได้19โครงการและประชุมครูเพื่อหาว่าโครงการใดเป็นโครงการที่มีความต้องการจำเป็นมากที่สุดโดยวิธีเปรียบเทียบน้ำหนักความสำคัญ (P.W.P.) ซึ่งได้โครงการการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส เป็นโครงการที่มีความสำคัญเป็นลำดับแรก เนื่องจากความคิดเห็นในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาทั้งคุณลักษณะของผู้เรียนที่ส่งผลถึงความดี ความเก่ง และการปรับตัวอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขนั้นการวิจัยในชั้นเรียนจะมีบทบาทสำคัญที่สุด

ตอนที่ 2 ประเมินปัจจัยเบื้องต้นของโครงการ

ผู้ประเมินได้ทำการประเมินปัจจัยเบื้องต้นของโรงเรียนเพื่อให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับด้านความเพียงพอของทรัพยากรที่จะใช้ในการดำเนินโครงการได้แก่

1. ด้านบุคลากร

2. ด้านงบประมาณ

3. ด้านวัสดุ / อุปกรณ์และเอกสารเกี่ยวกับงานวิจัยในชั้นเรียน

ตอนที่ 3 ประเมินกระบวนการดำเนินงานของโครงการ

ผู้ประเมินได้ทำการประเมินกระบวนการของโครงการเพื่อให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับด้านกระบวนการดำเนินงานโครงการได้แก่

1. ด้านการดำเนินงานตามแผนงาน / โครงการ

2. ด้านกระบวนการฝึกอบรมการทำวิจัยในชั้นเรียน

3. ด้านการนิเทศภายใน

4. ด้านการนำเสนอผลงานการวิจัยในชั้นเรียน

ตอนที่ 4 ประเมินผลผลิตของโครงการ

ผู้ประเมินได้ทำการประเมินผลผลิตตามจุดมุ่งหมายของโครงการเพื่อให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับด้านผลผลิตคือครูผู้สอนสามารถนำผลการวิจัยในชั้นเรียนมาพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาการจัดการเรียนรู้และพัฒนากระบวนการเรียนการสอนในชั้นเรียนได้สรุปผลการประเมินโครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรีสรุปผลการประเมินได้ดังนี้

ตอนที่ 5 ผลการประเมินผลกระทบ

ผู้ประเมินโครงการได้ศึกษาผลกระทบ (Impact) จากโครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส หลังจากเสร็จสิ้นโครงการ 1 ภาคเรียน โดยศึกษา

ประเด็นต่างๆ คือ ครูมีความพึงพอใจในการประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาการเรียนการสอนเป็นอย่างไร ผลการผลิตสื่อเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ผลการประเมินคุณภาพภายในด้านผู้เรียน และผลการประเมินสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นอย่างไร

3. สรุปผลการประเมิน

1. ผลการประเมินบริบท

1.1 การประเมินการปฏิบัติงานของโรงเรียนในการปฏิรูปการเรียนรู้โดยพิจารณา ด้าน

ความเชื่อ/ความรู้ความเข้าใจด้านกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนและผลการเรียนรู้ของผู้เรียนด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้านการวิจัยปฏิบัติการและการประกันคุณภาพด้านการบริหารโรงเรียนและด้านผลการปฏิบัติงานพบว่าบริบทของโรงเรียนเกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้ง 6 ด้านคือ

1.1.1 ด้านความเชื่อ/ความรู้ความเข้าใจ ระดับความคิดเห็นที่ปฏิบัติมากที่สุดคือเชื่อมั่นว่าสามารถทำงานร่วมกับครูในสถานศึกษาได้อย่างมีความสุข รายการลำดับสุดท้ายคือยอมรับว่าบางเรื่องผู้เรียนรู้เรื่องดีกว่า

1.1.2 ด้านกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนและผลการเรียนรู้นักเรียน ระดับความ

คิดเห็นที่ปฏิบัติมากที่สุดคือนักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับศาสนา ศิลปะวัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทยรายการลำดับสุดท้ายคือ นักเรียนมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองและนักเรียนได้ทดลองใช้วิธีการแก้ปัญหาด้วยตนเอง สำหรับความคิดเห็นของนักเรียน ระดับความคิดเห็นที่ปฏิบัติมากที่สุดเป็นอันดับแรกคือ นักเรียนมีความรู้และทักษะพื้นฐานครบตามหลักสูตร นักเรียนได้ฝึกการวัดผลงาน ฝึกประเมินและปรับปรุงตนเอง

1.1.3 ด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ ระดับความคิดเห็นที่ปฏิบัติมากที่สุดจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้แสดงความสามารถประเมินตนเองและให้นักเรียนประเมินการสอนอยู่เสมอและร่วมมือกับผู้ปกครองใช้ผลการประเมินพัฒนานักเรียนและการสอน ในความคิดเห็นของนักเรียน ระดับความคิดเห็นที่ปฏิบัติมากที่สุดเป็นอันดับแรกคือ ปลูกฝังระเบียบวินัย ค่านิยม และคุณธรรมตามวิถีวัฒนธรรมไทยลำดับสุดท้ายคือ กำหนดวิธีการ / เกณฑ์การประเมินร่วมกับนักเรียน

1.1.4 ด้านการวิจัยปฏิบัติการและการประกันคุณภาพ ระดับความคิดเห็นที่

ปฏิบัติมากที่สุดเป็นอันดับแรกคือเห็นความสำคัญและมีส่วนร่วมในการการประกันคุณภาพภายในส่วนลำดับสุดท้ายจัดทำแผนพัฒนาตนเอง เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน

1.1.5 ด้านการบริหารโรงเรียน ระดับความคิดเห็นที่ปฏิบัติมากที่สุดเป็นอันดับแรกคือผู้บริหารสนับสนุนให้ครูศึกษาต่อ / ร่วมประชุมสัมมนาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ ส่วนลำดับสุดท้ายคือผู้บริหารเปิดโอกาสให้ครูทุกคนร่วมปรับปรุงและตรวจสอบการเงินของโรงเรียน

1.1.6 ด้านผลการปฏิบัติงาน ระดับความคิดเห็นที่ปฏิบัติมากที่สุดเป็นอันดับแรกคือ พร้อมและต้องการให้โรงเรียนรับการประเมินภายนอกส่วนลำดับสุดท้ายคือ มีบทบาทในกาดำเนินงานของโรงเรียนทุกชนิด

1.2 การประเมินความต้องการจำเป็นของโครงการโดยให้คณะครูของโรงเรียนทุกคน

ระดมความคิดเห็นในการจัดลำดับความสำคัญของโครงการพบว่าคณะครูทำการคัดเลือกโครงการการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนเป็นโครงการที่มีความจำเป็นในลำดับแรก

2. ผลการประเมินปัจจัยเบื้องต้นของโครงการ

การประเมินปัจจัยเบื้องต้นของโครงการเกี่ยวกับบุคลากรงบประมาณสื่อวัสดุอุปกรณ์แผนงาน / โครงการพบว่ามีความเพียงพอต่อการดำเนินโครงการการวิจัยในชั้นเรียนจากการศึกษาพบว่า

2.1 ด้านบุคลากรมีวิทยากรคุณวุฒิระดับปริญญาโทมีประสบการณ์การทำวิจัยมากกว่า

3 เรื่องและครูเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียนจำนวน 33คนซึ่งได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้จึงสรุปได้ว่าด้านบุคลากรวิทยากรมีความรู้และประสบการณ์ผ่านตามเกณฑ์การประเมิน

2.2 ด้านงบประมาณของโครงการการวิจัยในชั้นเรียนมีงบประมาณ 14,320 บาทเป็นไปตามแผนงบประมาณของโครงการจึงสรุปได้ว่าโรงเรียนมีงบประมาณเพียงพอในการดำเนินการ

2.3 ด้านวัสดุอุปกรณ์และเอกสารเกี่ยวกับงานวิจัยพบว่ามีเอกสารเกี่ยวกับการ

วิจัยในชั้นเรียนจำนวน 10 เล่มซึ่งเพียงพอต่อกระบวนการอบรมการวิจัยในชั้นเรียนและตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้จึงสรุปได้ว่าโรงเรียนมีวัสดุอุปกรณ์และเอกสารประกอบการจัดกิจกรรมการอบรมเพียงพอในการดำเนินการ

3. ผลการประเมินกระบวนการดำเนินงานตามโครงการ

การประเมินกระบวนการดำเนินงานของโครงการการวิจัยในชั้นเรียนด้านการดำเนินงานตามแผนงาน/โครงการกระบวนการฝึกอบรมการทำวิจัยในชั้นเรียนการนิเทศภายใน

3.1 ด้านกระบวนการดำเนินงาน โครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา

ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส พบว่าการปฏิบัติงานเป็นไปตามแผนอยู่ในระดับมากดังนั้นจึงสรุปได้ว่าด้านกระบวนการดำเนินงานโครงการเป็นไปตามเกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้

3.2 ด้านกระบวนการฝึกอบรมการทำวิจัยในชั้นเรียนการประเมินครูผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจวิธีดำเนินการวิจัยในชั้นเรียนผลการประเมินพบว่าครูผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการวิจัยในชั้นเรียนเฉลี่ยรวมความรู้ความเข้าใจของครูทุกคนอยู่ในระดับมากจึงสรุปได้ว่าครูมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการวิจัยในชั้นเรียนอยู่ในระดับมากเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้

3.3 ด้านการนิเทศภายในการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนเทศบาล3 วัดไชนาวาส

ผลการประเมินพบว่าคณะครู 33 คนได้รับการนิเทศจำนวน 2ครั้ง /คน/ภาคเรียน ครบทุกคนคือร้อยละ 100 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือครูผู้สอนร้อยละ 100 ได้รับการนิเทศ 2ครั้ง/คน/ภาคเรียน

3.4 ด้านการนำเสนอผลงานวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนเทศบาล3 วัดไชนาวาสผลการประเมินพบว่าการนำเสนอผลงานวิจัยของครูผู้สอนจำนวน 33คนคิดเป็นร้อยละ 100 ของจำนวนครูทั้งหมดที่นำเสนอผลงานวิจัยคนละ 2 เรื่อง / 1 ปีการศึกษาเป็นไปตามเกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้

4. ผลการประเมินผลผลิต ของโครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส ผลการประเมินพบว่า การวิเคราะห์การประเมินผลผลิตหรือผลสำเร็จของโครงการซึ่งได้ตั้งเกณฑ์การประเมินดังนี้ ครูผู้สอนร้อยละ 100 สามารถนำผลการวิจัยในชั้นเรียนมาใช้ในการแก้ปัญหาและวางแผนการจัดการเรียนการสอนได้โดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยผู้ให้ข้อมูลเป็นครูทุกคนผลการวิเคราะห์ พบว่ารายการที่มีระดับความคิดเห็นในการปฏิบัติมากสุดคือครูผู้สอนมีการตรวจสอบนักเรียนด้านทักษะและพฤติกรรม รองลงมาคือครูผู้สอนมีการตรวจสอบนักเรียนด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ส่วนครูประเมินผลการเรียนและรวบรวมข้อมูลต่างๆของนักเรียนเป็นบันทึกหลังการสอน และครูผู้สอนจัดทำรายงานผลการเรียนรู้ อยู่ในระดับต่ำสุด

5 ผลการประเมินผลกระทบ ของโครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของ

โรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส ผลการประเมินพบว่า ความพึงพอใจในการประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาการเรียนการสอนรายการประเมินในภาพรวมอยู่ในระดับมาก รายการที่มีระดับความคิดเห็นมากที่สุดได้แก่ ช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการเรียนการสอนในทางที่ดีขึ้น รองลงมาคือช่วยแก้ปัญหาในห้องเรียนได้มากขึ้น ส่วนเป็นการเชื่อมโยงระหว่างวิธีสอนกับผลที่ได้รับมีระดับต่ำสุด สำหรับการสำรวจ ข้อมูลการผลิตสื่อการสอนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของครู พบว่าครูมีการผลิตสื่อการสอนเพื่อแก้ปัญหาในชั้นเรียนครบทุกคน ผลการประเมินสัมฤทธิ์ทางการเรียน เปรียบเทียบระหว่างปีการศึกษา 2555กับ 2556 ภาพรวมสูงขึ้นและผลการประเมินคุณภาพภายในด้านผู้เรียนเปรียบเทียบปีการเปรียบเทียบระหว่างปีการศึกษา 2555กับ 2556 ภาพรวมค่าคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น

4. อภิปรายผลการประเมิน

ผลจากการประเมินโครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี มีประเด็นที่ควรนำมาอภิปรายดังนี้

1. ด้านบริบท

การประเมินการปฏิบัติงานของโรงเรียนในการปฏิรูปการเรียนรู้โดยพิจารณา ด้านความ

เชื่อ/ความรู้ความเข้าใจด้านกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนและผลการเรียนรู้ของผู้เรียนด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้านการวิจัยปฏิบัติการและการประกันคุณภาพด้านการบริหารโรงเรียนและด้านผลการปฏิบัติงานจากผลการศึกษาการปฏิบัติงานของโรงเรียนในการปฏิรูปการเรียนรู้ของโรงเรียนแต่ละด้านคือด้านความเชื่อ / ความรู้ความเข้าใจด้านกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนและผลการเรียนรู้ด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้านการวิจัยปฏิบัติการและการประกันคุณภาพด้านการบริหารโรงเรียนและด้านผลการปฏิบัติงานนำมาศึกษาหาความต้องการที่จำเป็นในการพัฒนาการปฏิรูปการเรียนรู้ของโรงเรียนตามโครงการการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน มาเป็นแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงการจัดกระบวนการเรียนการสอนของโรงเรียน โดยครูผู้สอนจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการทุกกลุ่มสาระจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้พัฒนาการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นและชุมชน ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติจริงเน้นทักษะกระบวนการ ส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน สนับสนุนกิจกรรมตามความถนัดและความสนใจของนักเรียน ทั้งนี้คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลการให้ความรู้และสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมควบคู่กันปลูกฝังค่านิยมที่ดีงามไว้ ความต้องการจำเป็นของโครงการ ที่คณะครูทำการคัดเลือกโครงการการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน เป็นโครงการที่มีความจำเป็นในลำดับแรกนั้น ถือได้ว่าการพัฒนาการเรียนการสอนที่ส่งผลต่อผู้เรียน ต้องนำกระบวนการวิจัยในชั้นเรียนมาใช้ซึ่งสอดคล้องกับ บัญชา อึ๋งสกุล ( 2543 : 61 - 62 ) ได้ให้แนวคิดว่าการวิจัยเป็นเหมือนหัวใจของการพัฒนาการศึกษาโดยเฉพาะครูผู้สอนต้องมีการค้นคว้าวิจัยเพื่อหาความรู้ใหม่ๆที่จะนำไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์และการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน สอดคล้องกับงานวิจัยของ ณัฏฐธิดา เล่าส้ม (2547 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการเปรียบเทียบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จในการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูในเขตกรุงเทพมหานครผลการวิจัยพบว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จในการทำวิจัยในชั้นเรียนคือด้านความรู้ความสามารถในการทำวิจัยในชั้นเรียนด้านลักษณะนิสัยที่เอื้อต่อการทำวิจัยในชั้นเรียนด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานและด้านการยอมรับนับถือส่วนปัจจัยด้านเจตคติต่อการทำวิจัยในชั้นเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับสูงและปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำวิจัยในชั้นเรียนด้านเวลาในการวิจัยในชั้นเรียนและด้านแหล่งศึกษาค้นคว้าข้อมูลเพื่อทำการวิจัยในชั้นเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง และการส่งเสริมจากผู้บริหารมีส่วนสำคัญสอดคล้องกับงานวิจัยของ โสรส กันแก้วบทบา(2549 : 70-72) บทบาทในการส่งเสริมงานวิจัยในชั้นเรียนของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นของผู้บริหารและครูเกี่ยวกับบทบาทในการส่งเสริมงานวิจัยในชั้นเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารมีบทบาทมากที่สุด คือ ด้านการจูงใจ รองลงมา คือ ด้านการวางแผน ด้านการจัดองค์การ และด้านการควบคุมงาน ตามลำดับ สอดคล้องกับงานวิจัยของศักดิ์ชัย พนารัตน์ (2550:บทคัดย่อ) ที่ศึกษาการพัฒนาการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูโดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ด้วยการมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้พื้นฐานในการทำวิจัยในชั้นเรียน โดยใช้การอบรมเชิงปฏิบัติการ ร่วมกับการนิเทศภายในเป็นกลุ่มย่อยและรายบุคคลตามสภาพความเหมาะสม ส่วนการฝึกทักษะการทำวิจัยในชั้นเรียนในสถานการณ์จริง ขณะปฏิบัติงานจัดการเรียนการสอน ด้วยการใช้กระบวนการนิเทศ ช่วยเหลือ แนะนำ และสร้างขวัญกำลังใจ ทั้งโดยผู้วิจัยในลักษณะพี่เลี้ยงเป็นรายบุคคล และโดยการให้กลุ่มเป้าหมายเลือกจับคู่นิเทศซึ่งกันและกันจะส่งผลดีในการทำวิจัยในชั้นเรียนและนำไปใช้จริงและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านครู และผู้บริหารที่มีส่วนสำคัญที่จะส่งผลให้การทำวิจัยในชั้นเรียนเป็นไปตามความมุ่งหมายของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่สอดคล้องกับงานวิจัยของ ศิรินันท์ สิงทิศ (2550 : 64-66) ได้ทำการวิจัยเรื่องบทบาทของผู้บริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย พบว่าผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน อยู่ในระดับมาก ผู้บริหารโรงเรียนที่มีประสบการณ์ในการบริหาร 15 ปีลงมา และมากกว่า 15 ปี มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนอยู่ในระดับมาก ผู้บริหารโรงเรียนที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียน อยู่ในระดับมาก ครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ในการสอน 15 ปีลงมา และมากกว่า 15 ปี มีความคิดเห็นเกี่ยวกับ บทบาทของผู้บริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน อยู่ในระดับมาก และปานกลาง ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบ ความคิดเห็นของครูผู้สอนที่มีประสบการณ์การสอนต่างกัน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ครูผู้สอนที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนขนาดเล็ก และขนาดกลาง มีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารโรงเรียนในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียน อยู่ในระดับมาก และครูผู้สอนที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนขนาดใหญ่ อยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูผู้สอนในโรงเรียนที่มีขนาดแตกต่างกันทั้ง 3 ขนาด พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

2. ด้านปัจจัยเบื้องต้น

โรงเรียนได้ดำเนินการตาม โครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของการตัดสินใจในการดำเนินการได้ศึกษาปัจจัยเบื้องต้นของโรงเรียนคำนึงถึงความพร้อมและความเหมาะสมกับโครงการดังกล่าวดังที่บัญชา อึ๋งสกุล ( 2543 : 65 - 73 ) ได้กล่าวว่าการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูให้ครูสามารถทำการวิจัยในชั้นเรียนได้สำเร็จนั้นจะต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างในการส่งเสริมเช่นนโยบายมีแหล่งเงินทุนวัสดุอุปกรณ์มีข้อมูลสารสนเทศมีเอกสารตำราที่เกี่ยวข้องการสนับสนุนส่งเสริมเรื่องความรู้ความเข้าใจในการทำ รวมทั้งนักการศึกษาที่ได้กล่าวถึงบทบาทของผู้บริหารมีนักการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาเสนอแนวคิดเกี่ยวกับบทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนอาทิ ลัสดา กองคำ (2541 : 44) กล่าวว่าการทำวิจัยในชั้นเรียนให้ได้ผลงานที่มีประสิทธิภาพและนำผลการวิจัยไปใช้แก้ปัญหาและปรับปรุงการเรียนการสอนในชั้นเรียนนั้นผู้บริหารต้องมีบทบาทในการส่งเสริมและสนับสนุนในด้านการดำเนินการวิจัยด้านวัสดุอุปกรณ์และแหล่งข้อมูลในการทำวิจัย สำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ (2543 : 1 – 12) ได้กำหนดมาตรการให้ผู้บริหารสถานศึกษาได้ส่งเสริมสนับสนุนการทำวิจัยในชั้นเรียนในด้านของการสร้างบรรยากาศในการทำวิจัยการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำวิจัยการพัฒนาบุคลากรในการวิจัยการยกย่องเชิดชูเกียรติแก่บุคลากร จิรพันธ์ไตรทิพย์จรัส (2543 : 68) กล่าวถึงบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมและสนับสนุนการทำวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนที่จะพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพได้นั้นต้องส่งเสริมงบประมาณวัสดุห้องสมุดศูนย์วิชาการการพัฒนาบุคลากรไปศึกษาดูงานการเผยแพร่ผลงานวิจัยและการให้กำลังใจ นงเยาว์บัวทอง (2543 : 60 – 62) กล่าวถึงบทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนเป็นการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขสนุกสนานมีส่วนร่วมในกิจกรรมในชั้นเรียนจะต้องสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมสื่ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ครูผู้สอน และสอดคล้องกับงานวิจัยของ สุทธิวงศ์ คำกล่อม (2553 : 70-75) ได้ทำการวิจัยเรื่องบทบาทการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดกำแพงเพชร พบว่าผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาทส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาทการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนด้านการส่งเสริมให้เห็นความสำคัญและด้านการพัฒนาครู โดยรวมอยู่ในระดับมาก ผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาทการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนด้านการสนับสนุนและจูงใจ ด้านการนิเทศภายใน ด้านการเผยแพร่ผลงานเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง

3. ด้านกระบวนการ

จากการประเมินกระบวนการดำเนินงานตามโครงการ ผู้ประเมินพบว่ากระบวนการดำเนินงานของโครงการการวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนนั้น มีการดำเนินงานเป็นไปตามแผนงาน/โครงการ จากการวิเคราะห์แบบสอบถามของครูผู้สอน 33 คนพบว่ากระบวนการดำเนินงานมีระดับการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก ครูมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการวิจัยในชั้นเรียนอยู่ในระดับมากครูผู้สอนทุกคนได้รับการนิเทศจำนวน 2 ครั้ง/คน/ปีการศึกษา ด้านการนำเสนอผลงานวิจัยของครูคิดเป็นร้อยละ 100 จึงสรุปได้ว่ากระบวนการดำเนินงานของโครงการเป็นไปตามแผนอยู่ในระดับมาก ผู้ประเมินเห็นว่าจากการดำเนินงานผู้ประเมิน พบว่ามีสิ่งที่ต้องพัฒนาและปรับปรุงแก้ไขที่เกี่ยวกับการดำเนินงานตามโครงการคือการนิเทศภายในที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานในขั้นตอนต่างๆ ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเพื่อจะส่งผลต่อการดำเนินงานต่อเนื่องในครั้งต่อไปให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดีขึ้นดังแนวคิดของพิชิตฤทธิ์จรูญ ( 2544 : 11 ) ได้กล่าวไว้ว่าการวิจัยในชั้นเรียนมีคุณค่าต่อการพัฒนาวิชาชีพครูและมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนเพราะนอกจากจะเป็นการพัฒนาการเรียนการสอนแล้วยังเป็นการพัฒนาวิชาชีพทำให้เกิดมาตรฐาน สอดคล้องกับกรมวิชาการ (2543 : 65) ได้กล่าวถึงแนวทางการนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้ ดังเช่นนำไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอน ผู้บริหารสามารถนำไปใช้ในการวางแผน/กำหนดนโยบายการเรียนการสอนและพัฒนาหลักสูตร ใช้ปรับปรุง/ดัดแปลงงานให้เป็นไปตามเป้าหมายอย่างเป็นระบบ สำหรับครูผู้สอน นำไปใช้ในการพัฒนา ปรับปรุงการเรียนการสอนในห้องเรียน ได้แก่ ใช้แก้ปัญหาการเรียนการสอนโดยตรง เช่น การใช้เทคนิค การสอนซ่อมเสริมแบบต่าง ๆ ที่ครูคิดค้นขึ้นมาสินซ่อมเสริมผู้เรียนที่เรียนช้าไม่ทันเพื่อน ๆ ใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงการเรียนการสอน เช่น การใช้นิทานพื้นบ้านเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียน ใช้ในการพัฒนาหลักสูตร เช่น ครูสอนแบบหน่วยการเรียน โดยการบูรณาการสาระการเรียนรู้กลุ่มวิชาต่างๆ ตามที่หลักสูตรกำหนด ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาการเรียนการสอน เมื่อครูได้ข้อค้นความรู้ใหม่ๆ จากการวิจัยแล้ว ควรมีการเผยแพร่ให้แก่บุคคล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เผยแพร่ให้บุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์ในการอ้างอิงค้นคว้า เผยแพร่แก่บุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดแนวทางการศึกษาค้นหาความรู้ใหม่ที่ลึกซึ้งและมีประโยชน์ต่อไป หรือนำไปใช้ในการพัฒนาวิชาชีพ การวิจัยในชั้นเรียน นอกจากเป็นการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนแล้ว ยังเป็นการพัฒนาวิชาชีพครูอีกด้วย สอดคล้องกับงานวิจัยของสุทธิวงศ์ คำกล่อม (2553 : 70-75) ได้ทำการวิจัยเรื่องบทบาทการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดกำแพงเพชรผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาทส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาทการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนด้านการส่งเสริมให้เห็นความสำคัญและด้านการพัฒนาครู โดยรวมอยู่ในระดับมาก ผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาทการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนด้านการสนับสนุนและจูงใจ ด้านการนิเทศภายใน ด้านการเผยแพร่ผลงานเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง หรืองานวิจัยของบุญมา ช้างทอง (2554 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่องบทบาทผู้บริหารสถานศึกษา ในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดกำแพงเพชรพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาแสดงบทบาทในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดกำแพงเพชร โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อเปรียบเทียบบทบาทผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอน โดยจำแนกตามวุฒิการศึกษาโดยภาพรวมและรายด้านพบว่า แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และเมื่อจำแนกตามขนาดสถานศึกษาโดยภาพรวมและรายด้าน พบว่า แตกต่างกันโดยผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่มีบทบาทในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าผู้บริหารสถานศึกษาขนาดกลางและขนาดเล็ก หรืองานวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการที่เกี่ยวข้องในการทำวิจัยในชั้นเรียนของครู ได้แก่งานวิจัยของสมภพ บุญเที่ยงตรง (2550 : 122-125) ได้ทำการวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการงานวิจัยในชั้นผลการวิจัยพบว่าการปฏิบัติงานวิจัยในชั้นเรียนเป็นปัญหาการบริหารจัดการงานวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียนสำหรับครูและผู้บริหารมากที่สุดโดยเฉพาะ การส่งบุคลากรเข้ารับการอบรมการทำวิจัยในชั้นเรียน รองลงมาคือ การตั้งหัวข้อเรื่องการวิจัยในชั้นเรียน การเขียนเค้าโครงงานวิจัยในชั้นเรียนของครู การสร้างเครื่องมือ ได้แก่ แบบวัดนวัตกรรม ตามลำดับการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการงานวิจัยในชั้นเรียนโดยกระบวนการจัดการภายในโรงเรียน จะต้องประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาโจทย์ปัญหาวิจัย ด้านการพัฒนาการเขียนเค้าโครง งานวิจัย ด้านการติดตามและสนับสนุนการวิจัย ด้านการเผยแพร่ผลงานวิจัย และด้านการนำผลงานวิจัยไปใช้ผลการดำเนินงานการบริหารจัดการงานวิจัยในชั้นเรียนโดยกระบวนการจัดการภายในโรงเรียน ในด้านการพัฒนาโจทย์วิจัย การพัฒนาการเขียนเค้าโครงงานวิจัย การติดตามและสนับสนุนการวิจัย การเผยแพร่ผลงานวิจัย และการนำผลงานวิจัยไปใช้อยู่ในเกณฑ์ดีส่วนความพึงพอใจของครู ในฐานะผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียน โดยกระบวนการจัดการภายในโรงเรียนของ ในด้านการพัฒนาโจทย์วิจัย การพัฒนาการเขียนเค้าโครงงานวิจัย การติดตามและสนับสนุนการวิจัย กล่าวคือ เมื่อครูทำวิจัยในชั้นเรียนทำให้เป็นการเสริมสร้างความรู้ทางวิชาการของตนเอง ทำให้ครูมีนวัตกรรม สื่อและวิธีการสอนที่มีคุภาพซึ่งทำให้เกิดมาตรฐานในการเรียนการสอนตามระบบประกันคุณภาพซึ่งสอดคล้อง กับเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครูของคุรุสภา พ.ศ. 2548 อีกประการหนึ่งครูยังสามารถนำผลงานที่เกิดจากการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้เป็นผลงานทางวิชาการตามหลักเกณฑ์การขอเลื่อนระดับหรือปรับตำแหน่งสูงขึ้นของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูได้อีกด้วย

4. ด้านผลผลิต

การประเมินผลผลิตของโครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส ผู้ประเมินพบว่าครูผู้สอนทุกคนมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการวิจัยในชั้นเรียนพัฒนางานการจัดกระบวนการเรียนรู้นำสภาพปัญหามาวิเคราะห์หาแนวทางแก้ไขได้อย่างถูกต้องโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ ครุรักษ์ ภิรมย์รักษ์ ( 2544 : 5 ) ซึ่งได้กล่าวไว้ว่าการวิจัยในชั้นเรียนเป็นเครื่องมือสำคัญของครูในการพัฒนาวิถีชีวิตความเป็นครูไปสู่ครูมืออาชีพและการวิจัยจะช่วยให้ครูเป็นนักแสวงหาวิจัยจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงความสำเร็จในการทำงานของครูได้อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับงานวิจัยของน้ำฝน ใจดี (2553 : 66-67) ที่ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาคุณภาพการสอนด้วยการวิจัยในชั้นเรียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพการสอน ประเมินกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ด้วยการวิจัยในชั้นเรียนโดยการใช้เทคนิคแผนภาพความคิด ผลการวิจัยพบว่า ผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจและเกิดทักษะในการทำวิจัยในชั้นเรียน สามารถดำเนินการวิจัยในชั้นเรียน และใช้กระบวนการวิจัย เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนให้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ได้พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาการเพิ่มผลผลิต โดยใช้เทคนิคแผนภาพความคิด จำนวน 8 แผน ซึ่งประกอบด้วย การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4 ขั้นตอน 1) ขั้นนำ เป็นการเตรียมความพร้อมด้านความรู้พื้นฐานของผู้เรียน โดยใช้แผนภาพความคิด 2) ขั้นกิจกรรม เป็นการปฏิบัติกิจกรรมเพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะห์โดยใช้ผู้เรียนสร้างแผนภาพความคิดด้วยตนเอง 3) ขั้นสรุป เป็นการนำความรู้และแผนภาพความคิดที่ได้มาอภิปรายและสรุปร่วมกัน 4) ขั้นประเมินผล เป็นการประเมินผลการปฏิบัติกิจกรรมและการสร้างแผนภาพความคิดของผู้เรียน ผู้เรียนมีกระบวนการเรียนรู้ในด้านการคิดวิเคราะห์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น จากการเรียนโดยใช้เทคนิคแผนภาพความคิดหรืองานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าปัญหาและความต้องการของครูนั้นเป็นอย่างไร ควรจะได้รับการส่งเสริมหรือพัฒนาเรื่องใด ดังเช่นงานวิจัยของ วรรณคำ เนตรแสงสี (2555 : 83-88) ได้ทำการวิจัยเรื่องการพัฒนาชุดเรียนรู้สู่การปฏิบัติ : วิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า 1) สภาพปัญหาการวิจัยในชั้นเรียนและความต้องการของครูด้านวิจัยในชั้นเรียนอยู่ในระดับมาก 2) ชุดเรียนรู้ สู่การปฏิบัติ : วิจัยในชั้นเรียน มีความเหมาะสมมากมีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 3) ผลการใช้ชุดเรียนรู้สู่ปฏิบัติ : วิจัยในชั้นเรียน ครูมีความรู้ความเข้าใจหลังการศึกษาสูงกว่าก่อนการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ครูเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนเสร็จสมบูรณ์ คิดเป็นร้อยละ 88.23 และสามารถเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี 11 คน คิดเป็นร้อยละ 73 เช่นเดียวกับเคนเนท (Kennent, 1992 : 4 – 6) ได้ทำการวิจัยเรื่องครูนักวิจัยในโรงเรียนของรัฐแพนซิวาเนียตอนเหนือสรุปได้ว่าการสนับสนุนและให้ความร่วมมือจากฝ่ายบริหารที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความพยายามทำวิจัยของครูการวิจัยเป็นการพัฒนาวิชาชีพที่ได้ผลอุปสรรคต่อการทำวิจัยของครูคือเวลาและทัศนคติการส่งเสริมการทำวิจัยของครูในโรงเรียนของรัฐแพนซิวาเนียเพื่อพัฒนาบุคลากรเป็นสิ่งที่เป็นไปได้อย่างไรก็ดีต้องทำด้วยความสมัครใจทำเป็นระบบร่วมมือกัน

5. ด้านผลกระทบ

การประเมินผลกระทบ ของโครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส ผู้ประเมินพบว่า ความพึงพอใจในการประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาการเรียนการสอนรายการประเมินในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ข้อมูลการผลิตสื่อการสอนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของครู พบว่าครูมีการผลิตสื่อการสอนเพื่อแก้ปัญหาในชั้นเรียนครบทุกคน ผลการประเมินสัมฤทธิ์ทางการเรียน ภาพรวมสูงขึ้น และผลการประเมินคุณภาพภายในด้านผู้เรียนเปรียบเทียบปีการเปรียบเทียบระหว่างปีการศึกษา ภาพรวมค่าคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องแนวคิดของนักการศึกษาเช่นกองวิจัยทางการศึกษา กรมวิชาการ (2543 : 3) ที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับความสำคัญ ของการวิจัยในชั้นเรียนไว้ว่า เป็นการพัฒนาหลักสูตรและปรับปรุงวิธีการปฏิบัติงาน เพื่อพัฒนาคุณภาพการสอนด้วยการวิจัย เป็นการพัฒนาวิชาชีพครู เป็นการแสดงความก้าวหน้าทางวิชาชีพครูด้วยการเผยแพร่ความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติ และเป็นการส่งเสริมสนับสนุนความก้าวหน้าของการวิจัยทางการศึกษา หรือบัญชา อึ๋งสกุล (2543 : 24-25) ได้กล่าวถึงธรรมชาติและความสำคัญของการวิจัยในชั้นเรียนไว้ว่า การทำงานวิจัยนับได้ว่าเป็นงานที่ค่อนข้างจะท้าทายชวนให้คิด อยากลองทำอยากติดตาม เกิดความกระตือรือร้น ใคร่รู้ใคร่เห็น ในบางครั้งต้องใช้เวลามาก เพราะเป็นงานที่ละเอียด ถี่ถ้วน ครูที่มีสมรรถภาพพื้นฐานทางการวิจัยจะช่วยให้เป็นผู้ที่มีความรู้และทัศนคติที่ดีต่อการวิจัย เป็นการเอื้ออำนวยให้ความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาหลักสูตร หรือนำความรู้ทางการวิจัยไปใช้ในการวิเคราะห์ปัญหา เทคนิค วิธีสอน ตลอดจนสื่อการเรียนการสอน ในการนำการวิจัยเข้าไปช่วยการเรียนการสอนและผู้เรียนไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายของหลักสูตรได้นั้น ครูผู้ใช้หลักสูตรต้องสามารถวิจัยได้ และนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้ทันเวลาและถูกต้องกับสภาพปัญหาความเป็นจริงและมีผลกระทบต่อการพัฒนาวิชาชีพครูควบคู่กันไป และจะต้องกระทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ครูเกิดความรู้และความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นที่ครู นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ วรรณคำ เนตรแสงสี (2555 : 83-88) ที่ได้ทำการวิจัยเรื่องการพัฒนาชุดเรียนรู้สู่การปฏิบัติ ครูมีความรู้ความเข้าใจหลังการศึกษาสูงกว่าก่อนการศึกษา ครูเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนเสร็จสมบูรณ์ ร้อยละ88.23 และสามารถเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี หรืองานวิจัยของน้ำฝน ใจดี (2553 : 66-67) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาคุณภาพการสอนด้วยการวิจัยในชั้นเรียน ที่พบว่าผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจและเกิดทักษะในการทำวิจัยในชั้นเรียน สามารถดำเนินการวิจัยในชั้นเรียน และใช้กระบวนการวิจัย เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนให้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ได้พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาการเพิ่มผลผลิต ผู้เรียนมีกระบวนการเรียนรู้ในด้านการคิดวิเคราะห์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น

5. ข้อเสนอแนะ

จากผลการประเมินโครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส มีข้อเสนอแนะดังนี้

1. โรงเรียนต้องดำเนินการทำวิจัยในชั้นเรียนอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนการสอนในชั้นเรียนของครูทุกคนให้มีประสิทธิภาพและเกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับผู้เรียน

2. โรงเรียนต้องจัดอบรมเชิงปฏิบัติการการทำวิจัยในชั้นเรียนให้กับคณะครูเพื่อให้ครูมีความรู้ความเข้าใจในการทำวิจัยในชั้นเรียนอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างทีมงานด้านการวิจัยในชั้นเรียนให้มีประสิทธิภาพ และพัฒนาเทคนิควิธีการพัฒนาการเรียนการสอนให้มากขึ้น

3. โรงเรียนต้องนำโครงการที่ผู้ประเมินได้จัดลำดับความสำคัญในลำดับอื่นๆ ไว้มาจัดทำโครงการเพื่อพัฒนาโรงเรียนตามลำดับในปีการศึกษาต่อๆ ไป

บรรณานุกรม

กองการวิจัยทางการศึกษา.(2543).“การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้.วารสารวิชาการ5, 1

(มกราคมมีนาคม): 60-65.

จิรพันธ์ ไตรทิพย์จรัส. การวิจัยและการนำผลการวิจัยมาใช้ในสถานศึกษากับการปฏิรูปสถานศึกษา :

ฐานคิดในการพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน.วิชาการ 3 (1) , 2543

ศักดิ์ชัย พนารัตน์. การพัฒนาการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูโดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ.

โรงเรียนบ้านผือพิทยาสรรค์อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี, 2550

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ.พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542 และที่

แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่2)พ.ศ.2545. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ,

2545.

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักนายกรัฐมนตรี. แผนพัฒนา

เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 พ.ศ.2555-2559. กรุงเทพมหานคร, 2554

สุทธิวงศ์ คำกล่อม. บทบาทการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัด

กำแพงเพชร.การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง กศ.ม. สาขาวิชาการบริหารการศึกษามาหา

วิทยาลัยนเรศวร, 2553

โสรส กันแก้ว. บทบาทในการส่งเสริมงานวิจัยในชั้นเรียนของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัด

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ

มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์, 2549

ครุรักษ์ ภิรมย์รักษ์. การเรียนรู้และการฝึกปฏิบัติการจัดทำวิจัยในชั้นเรียน.พิมพ์ครั้งที่ 3. ชลบุรี :

โรงพิมพ์รวมช่าง, 2544.

น้ำฝน ใจดี. การพัฒนาคุณภาพการสอนด้วยการวิจัยในชั้นเรียน. สาขาวิชาการจัดการ คณะ

มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก, 2553

บัญชา อึ๋งสกุล. บทบาทของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาที่มีต่อการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน. สังกัด

กรมสามัญศึกษาเขตการศึกษา 12 กรุงเทพฯ. วิทยานิพนธ์ศศ.ม. (สาขาบริหารการศึกษา).

กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2543. อัดสำเนา.

พิชิต ฤทธิ์จรูญ. การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียน. กรุงเทพฯ : สถาบันติวบึ๊ก,

2544.

วรรณคำ เนตรแสงสี.(2555).การพัฒนาชุดเรียนรู้สู่การปฏิบัติ: วิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูใน

สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน. การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง กศ.ม. สาขาวิชาวิจัยและประเมินผล

ศึกษา หาวิทยาลัยนเรศวร.

อำรุง จันทวานิช.จะจัดการวิจัยและการศึกษาให้สอดคล้องกันอย่างไร,”วารสารวิจัยการศึกษา.

Kennent Michael. Developing Teacher Researchers in High school A case Study ofa

Planned interventions.Pennsylvania : University Pennsylvania, 1992

Stufflebeam, D.L.,& et al. Educational Evaluation and Decision – Making.Itasca, Illinois

: Peacock, 1971

 

โดย : Mayuri001
ระดับ : อนุบาลหมีน้อย
คะแนนสะสม : 5
เรียกดูบทความนี้ 1,371 ครั้ง
หมวด สังคมและวัฒนธรรม / ประเพณีและวัฒนธรรม

โหวตบทความ

แสดงความคิดเห็น
กรุณา Login ก่อน ถึงจะแสดงความคิดเห็นได้


กลุ่มระบบคอมพิวเตอร์ : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
319 ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 โทรศัพท์ 0-2628-5643-4 ต่อ 53 โทรสาร 0-2281-8218
ติดต่อผู้ดูแลระบบ :
  Designed & Develop By Piesoft Co., Ltd.