ชื่อ :   รหัสผ่าน :     จำชื่อและรหัสผ่าน สมัครสมาชิกใหม่ ลืมรหัสผ่าน
ช่วยเหลือ RSS
สมาชิกล่าสุด
วายุสิทธิ์ หวังจริยธรรม
ชื่อเล่น - วายุ
พิมลพร คำดี
ชื่อเล่น - พิมพ์
อรวรรณ บุญเพ็ง
ชื่อเล่น - สมหญิง
สมพร นิลแก้ง
ชื่อเล่น - ครูหน่อย
มู่ฮัมหมัด หมาดอี
ชื่อเล่น - อัสรี
Nutcha Phuphangoen
ชื่อเล่น - Tangmo
สุรีรัตน์ ทองอินทร์
ชื่อเล่น - อ้อม
อรัญญ์ ปัฏฐา
ชื่อเล่น - แพน
อรวรรณ แสงสว่าง
ชื่อเล่น - ขวัญ
mintra wongkad
ชื่อเล่น - matin
Blogs Article Update!!
เว็บไซต์ในเครือข่าย
แลกลิงค์
: HTML Code :
: BB Code :

ค้นหาข่าว :
เนื้อหาข่าว
Mysterious Spoke on Suturn Ring
มักจะมีร่องรอยลึกลับปรากฏให้เห็นในวงแหวน B ซึ่งเป็นวงแหวนที่ใหญ่ที่สุดของดาวเสาร์ ยังไม่แน่ชัดว่าร่องรอยที่ว่านี้คืออะไร หรือเกิดจากอะไร แต่จากการวัดล่าสุดด้วยระบบ Visual Infrared Mapping Spectrometer หรือ VIMS ของยานอวกาศแคสสินีว่ารอยลึกลับที่บางครั้งแผ่ขยายผ่านชั้นของวงแหวนนั้นแท้จริงแล้วเป็นน้ำแข็งร่องรอยประหลาดซึ่งไม่ทราบที่มานี้ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1980 ด้วยยานอวกาศ Voyager ซึ่งเดินทางผ่านดาวเสาร์ หลังจากนั้นเมื่อยานแคสสินีถึงดาวเสาร์ในปี 2004 ไม่มีการตรวจพบร่องรอยที่ว่า แต่เห็นได้อีกครั้งในปี 2005 อย่างไรก็ตามอุปกรณ์จรวจวัด VIMS ของแคสสินีไม่สามารถสังเกตการณ์ร่องรอยนี้ได้จนถึงปี 2008แม้จะได้ข้อมูลใหม่มา แต่ร่องรอยประหลาดก็ยังคงความลึกลับของมันอยู่ นักดาราศาสตร์รู้เพียงแค่ว่า มันเป็นปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ ซึ่งจะสามารถมองเห็นได้ก่อนเลือนหายไปภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ข้อมูลเกี่ยวกับการเกิดและการสลายไปของร่องรอยนี้ยังคงเป็นปริศนาสมมติฐานแรกคาดการณ์ว่าการเกิดร่องรอยนี้เกิดจากแรงผลักทางไฟฟ้าสถิตและ/หรือผลจากแรงดึงดูดที่ทำให้เกิดร่องรอยที่ว่า ซึ่งน่าจะเกิดเป็นวงรอบ หลักฐานที่สนับสนุนสมติฐานนี้คือ ร่องรอยลึกลับจะถูกพบมากขณะที่วงแหวนดาวเสาร์ใกล้จะหันด้านข้างเข้าหาดวงอาทิตย์ นักดาราศาสตร์เชื่อว่าร่องรอยนี้เกิดจากน้ำแข็งแน่นอน แต่เป็นก้นน้ำแข็งขนาดเล็ก อย่างไรก็ตามข้อมูลใหม่ที่ได้บ่งชี้ว่า ขนาดก้อนน้ำแข็งนั้นเล็กกว่าที่คาดไว้มาก โดยอาจมีชนาดเพียงไมโครเมตร หรือมากกว่านั้นเล็กน้อย E. D’Aversa และลูกทีมของเขาจากสถาบัน Interplanetary Space Physic ในกรุงโรมประเทศอิตาลี ใช้เครื่องมือ VIMS ของยานอวกาศ cassini ในการสำรวจ Spectrum ช่วงคลื่น Infrared ซึ่งร่องรอยที่ว่านี้ส่องออกมาเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2008 นี่เป็นข้อมูลจากการวัด spectrum ของร่อยรอยลึกลับในช่วงคลื่น 0.35-0.51 µm ทีมสังเกตการณ์กล่าวว่าข้อมูลที่ได้สนับสนุนความคิดที่ว่าร่องรอยนี้คือน้ำแข็งบริสุทธิ์ แต่โดยเฉลี่ยขนาดของก้อนน้ำแข็งนี้มีขนาดใหญ่กว่าที่คาดการณ์ไว้ การวิเคราะห์เบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าขนาดของน้ำแข็งควรมีขนาดโดยเฉลี่ย 1.90 µm (ref = 3.5 µm, veff = 0.3) และค่าความหนาแน่นอยู่ที่ระหว่าง 0.01 – 0.1 grains/ลูกบาศก์เซนติเมตร นักวิจัยกล่าวว่าวัตถุขนาดไมครอนที่เหนือการคาดการณ์จำนวนมากมายในร่องรอยลึกลับต้องมีความสัมพันธ์กับรูปแบบการเรียงตัวซึ่งบอกปริมาณพลังงานที่มันต้องการซึ่งจะเพิ่มความสว่างของมันขึ้นอีกหนึ่งแมกนีจูด ข้อมูลจากการสังเกตการณ์ในอนาคตจะทำให้นักดาราศาสตร์เข้าใจถึงขนาด การก่อรูป วิวัฒนาการ และการเปลี่ยนแปลงของร่องรอยนี้ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

ที่มา http://www.astroschool.in.th/
โพสโดย : Administrator
วันที่ : 5 กรกฎาคม 2555 16:19:23
อ่าน 13,605 ครั้ง

กลุ่มระบบคอมพิวเตอร์ : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
319 ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 โทรศัพท์ 0-2628-5643-4 ต่อ 53 โทรสาร 0-2281-8218
ติดต่อผู้ดูแลระบบ :
  Designed & Develop By Piesoft Co., Ltd.